ทำไม ? ฉีดโบท็อกซ์แล้วบางคนปวดหัว บางคนหน้าไม่ตึง

บางคนฉีดโบท็อกซ์แล้วเจอปัญหาหลังทำ เช่น ฉีดโบท็อกซ์แล้วปวดหัว หรือบางคนรู้สึกว่า หน้าไม่ตึงเหมือนที่คาดไว้ จนเกิดความสงสัยว่ามันเกิดจากอะไร ทั้งที่เป็นหัตถการยอดฮิตที่ช่วยลดริ้วรอยและปรับรูปหน้าได้ดี จริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณโบท็อกซ์ เทคนิคของแพทย์ หรือแม้แต่การตอบสนองของร่างกายแต่ละคน บางอาการถือว่าเป็นเรื่องปกติและจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน แต่บางกรณีก็อาจต้องระวังมากขึ้น บทความนี้จะพาไปดูว่า ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วบางคนปวดหัว และทำไมบางคนหน้าไม่ตึง พร้อมวิธีสังเกตและดูแลตัวเองหลังฉีดให้ปลอดภัยมากขึ้น

Main content

  • โบท็อกซ์ (Botox) เป็นการฉีดสารที่มีชื่อว่า Botulinum toxin type A เข้าตรงบริเวณกล้ามเนื้อ โดยโบท็อกซ์จะมีการทำงานด้วยการระงับการส่งสัญญาณประสาท (Neurotoxin) ไปยังกล้ามเนื้อโดยตรง
  • ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าไม่ตึง อาจมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของผิว และประเภทของริ้วรอย ฉีดผิดตำแหน่ง ปริมาณตัวยาที่ใช้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะดื้อโบท็อกซ์ การใช้โบท็อกซ์ปลอม และการเก็บรักษาแบบผิดวิธี
  • ฉีดโบท็อกซ์แล้วปวดหัว อาจเกิดจากการปรับตัวของกล้ามเนื้อ การฉีดบริเวณที่เสี่ยง ปฏิกิริยาของร่างกาย แรงดันจากการฉีด ความเครียด และความกังวล
  • การฉีดโบท็อกซ์จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 3-7 วัน หลังจากการฉีด และจะเห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนภายใน 1 เดือน แต่ระยะเวลาการเห็นผลอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

โบท็อกซ์คืออะไร ทำงานยังไง

โบท็อกซ์ (Botox) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ถูกสกัดมาจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ที่มีด้วยกันถึง 7 ชนิด แต่ชนิดที่นิยมนำมาใช้ในวงการเสริมความงาม คือ Botulinum toxin type A โดยโบท็อกซ์จะมีการทำงานด้วยการระงับการส่งสัญญาณประสาท (Neurotoxin) ไปยังกล้ามเนื้อโดยตรง

ดังนั้นหลังจากการฉีดโบท็อกซ์ ตัวยาจะเข้าไปขัดขวางการหลั่งของสารอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารที่คอยสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว เมื่อไม่มีสัญญาณสั่งการ กล้ามเนื้อตรงบริเวณที่ทำการฉีดจะเกิดการพักตัว หรือเป็นอัมพาตชั่วคราว ส่งผลให้ริ้วรอยมีความจางลง ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น กรอบหน้ามีความคมขึ้น ช่วยลดกลิ่นตัว ลดเหงื่อ และลดขนาดของน่อง รวมถึงยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ เช่น ไมเกรน Office Syndrome (ฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน) ผลลัพธ์หลังจากการฉีดโบท็อกซ์จะอยู่ได้ประมาณ 3 – 6 เดือน

ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าไม่ตึง

ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าไม่ตึง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • โครงสร้างของผิว และประเภทของริ้วรอย การฉีดโบท็อกซ์สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่มีสาเหตุมาจากการขยับได้ แต่ถ้าริ้วรอยร่องลึกที่เป็นถาวร การฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้หัตถการอื่นร่วมด้วย
  • ฉีดผิดตำแหน่ง แพทย์ที่ทำการฉีดโบท็อกซ์ต้องมีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากโบท็อกซ์ต้องทำการฉีดให้เข้าชั้นกล้ามเนื้อที่ต้องการแก้ไข หากทำการฉีดตื้นเกินไป หรือลึกมากไป ยาอาจจะไปไม่ถึงจุดที่ต้องการ
  • ปริมาณตัวยาที่ใช้ไม่เพียงพอ หากกล้ามเนื้อตรงบริเวณที่ทำการฉีดมีความแข็งแรงมาก เช่น บริเวณกราม หรือบริเวณหน้าผาก () ที่เกิดรอยย่นที่ลึกมาก แต่ทางแพทย์มีการใช้ปริมาณยาที่น้อยเกินไป โบท็อกซ์อาจไม่สามารถยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อได้ทั้งหมด ทำให้กล้ามเนื้อยังสามารถขยับได้ปกติ และไม่รู้สึกตึง
  • การใช้โบท็อกซ์ปลอม และการเก็บรักษาแบบผิดวิธี โบท็อกซ์ปลอมจะถูกนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีการควบคุมตัวยา ส่งผลให้ตัวยาเกิดการเสื่อมสภาพ หรืออาจทำให้เกิดการปนเปื้อน นอกจากนี้หากมีการเก็บรักษาแบบผิดวิธี จะทำให้ตัวยาเกิดการเสื่อมสภาพ
  • เกิดภาวะดื้อโบท็อกซ์ เกิดมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ร่างกายมีการมองว่าโมเลกุลของโบทูลินัมท็อกซินเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจึงมีการสร้างแอนติบอดี้ลบล้างฤทธิ์ขึ้นมาเพื่อต่อต้าน และทำลายตัวยา

ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วปวดหัว

credit : grok ai

ส่วนใหญ่หลังจากการฉีดโบท็อกซ์ อาจจะเกิดผลข้างเคียง แต่ไม่ใช่อาการรุนแรง พบได้เป็นปกติและมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะหายไปเองภายใน 24-48 ชั่วโมง เช่นอาการบวมช้ำ หรือรอยแดงจากเข็ม ซึ่งอาการปวดหัวสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยเหล่านี้

การปรับตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อทำการฉีดโบท็อกซ์ ตัวยาจะทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อข้างเคียงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขยับแทน ดังนั้นการเกร็งตัวแบบผิดปกติมักจะทำให้เกิดอาการปวดหัวจากการตึงเครียดได้

การฉีดบริเวณที่เสี่ยง เช่นบริเวณหน้าผาก ขมับ และกราม ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นประสาทจำนวนมาก อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว

ปฏิกิริยาของร่างกาย หลังจากการฉีดร่างกายอาจจะมีปฏิกิริยาต่อตัวยา หรือรอยเข็ม ส่งผลให้เกิดการอักเสบเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว และปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้

แรงดันจากการฉีด ในระหว่างการฉีดหากแพทย์ฉีดยาเร็วเกินไป หรือมีการใช้ปริมาณน้ำเกลือที่ใช้ละลายมากเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงดันสะสมในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการปวดตึงที่ศีรษะได้ทันทีหลังจากการฉีด  

ความเครียด และความกังวล บางกรณีคนไข้อาจเกิดความเครียด และความกังวลขณะทำหัตถการ ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอบ่าเกิดการเกร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้ปวดหัว

เพียงแค่เราเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐาน อาการเล็กน้อยเหล่านี้ก็ถือเป็นเพียงสัญญาณสั้นๆ ว่าร่างกายกำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามตามที่เราตั้งใจไว้ สำหรับบุคคลที่เกิดอาการปวดหัวหากไม่รุนแรงสามารถประคบเย็น หรือทานยาบรรเทาได้ แต่ถ้าเกิดอาการปวดมาก หรือปวดติดต่อกันเกิน 3 วัน ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที

ฉีดโบท็อกซ์กี่วันเห็นผล

ตามปกติการฉีดโบท็อกซ์จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 3-7 วัน หลังจากการฉีด และจะเห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนภายใน 1 เดือน แต่ระยะเวลาการเห็นผลอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งในการฉีด ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และวิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ เป็นต้น 

การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์

หลังทำการฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ผู้ทำการฉีดต้องมีการดูแลรักษาตัวเอง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลลัพธ์และอาการปวดหัว

  • ผู้ทำการฉีดต้องพยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ทำการฉีด ประมาณ 20 นาที เพื่อให้โบท็อกซ์มีการกระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
  • 4 ชั่วโมงหลังจากทำการฉีดโบท็อกซ์ ควรงดการนอนเอนศีรษะ หรือนอนราบ เพื่อป้องกันการไหลของโบท็อกซ์ไปสู่บริเวณอื่น ที่อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ
  • หลังจากทำการฉีดโบท็อกซ์ให้ใช้น้ำแข็งประคบเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามด้วยประคบอุ่นต่ออีก 24 ชั่วโมง
  • หลังจากทำการฉีดโบท็อกซ์ให้รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) อาทิเช่น เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล  แต่ควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้โบท็อกซ์เกิดกระจายตัวได้ดียิ่งขึ้น
  • งดโดนแดดจัดๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังทำหัตถาการ
  • ควรไปพบแพทย์ตามนัดหมาย เพื่อติดตามอาการ และผลลัพธ์