ร้อยไหม VS ฉีดโบท็อก ต่างกันไหม ? ทำอะไรดีกว่ากัน ?

ร้อยไหม VS ฉีดโบท็อก ต่างกันไหม _ ทำอะไรดีกว่ากัน _

สำหรับผู้ที่กำลังเกิดคำถาม มีความสงสัย ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับร้อยไหม และการฉีดโบท็อก ว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไร ? ต่างกันไหม ? และทำอะไรดีกว่ากัน ? บทความนี้จะตอบทุกคำถาม ไขทุกข้อสงสัย ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อที่ทุกคนจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการตัดสินใจ และหาวิธีการที่เหมาะสมให้แก่ตนเอง

ร้อยไหม VS ฉีดโบท็อก

โบท็อก กับ ร้อยไหม ต่างกันยังไง ?

โบท็อกกับร้อยไหม เป็นการเสริมความงามรูปแบบหนึ่ง ซึ่งช่วยในเรื่องการแก้ไขรูปหน้าให้มีสัดส่วนที่พอดี แต่โบท็อกกับร้อยไหม จะแตกต่างกันตรงระยะเวลาในการคงผลลัพธ์และขั้นตอนในการทำ โดยทั้งสองมีขั้นตอนในการทำดังนี้

  • การฉีดโบท็อก มีวิธีการคือ ทางแพทย์จะทำการฉีดสารที่ชื่อว่า โบทูลินั่ม ท็อกซิน ไท เอ (Botulinum Toxin Type A) ซึ่งสารตัวนี้จะออกฤทธิ์ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดนั้นมีการทำงานลดลง จนเกิดการหดตัว และเกิดความกระชับ โดยโบท็อกจะช่วยในการปรับรูปหน้า และทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อยมีความเต่งตึง สามารถอยู่ได้นาน 4-6  เดือน
  • ร้อยไหม  มีวิธีการคือ ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการสอดไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง ผิวหนังจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมา ตามเส้นไหมไปในทิศทางที่มีการร้อยไหมเข้าไป มันจะคล้ายกับการเกี่ยวตะขอ โดยการร้อยไหมจะช่วยการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น หรือช่วยแก้ปัญหาแก้มที่หย่อนคล้อยให้เกิดความกระชับ รวมไปถึงช่วยลดริ้วรอย สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี สำหรับร้อยไหมจะมีด้วยกัน 2 แบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยไหมมีกี่แบบ? กับ 8 เรื่องที่ควรรู้

ร้อยไหมกับโบท็อก เหมาะกับใคร ?

  • การร้อยไหม เหมาะกับบุคคลที่มีปัญหาต้องการแก้ไข เรื่องการปรับรูปหน้าให้มีความเรียวสวย  การยกกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เกิดความกระชับ ทั้งริ้วรอยบริเวณหางตา และอาจรวมถึงการปรับรูปทรงจมูก โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด ให้เกิดรอยแผล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น และสามารถเห็นผลได้ทันที
  • การฉีดโบท็อก เหมาะกับบุคคลที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสมส่วน ต้องการแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดจากการหย่อนคล้อยให้กระชับ ยังรวมไปถึงต้องการลดริ้วรอย  แบบที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด ให้เสียเวลาพักฟื้น เช่นกัน

ใครบ้างที่ไม่ควร ร้อยไหม ?

ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำการร้อยไหมได้ ซึ่งบุคคลที่ไม่สามารถร้อยไหมได้มี ดังนี้

ใครบ้างที่ไม่ควร ร้อยไหม ?
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และยังคุมน้ำตาลได้ไม่ดี เนื่องจากแผลอาจหายยากและช้ากว่าคนปกติ
ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และยังควบคุมโรคได้ไม่ดี เนื่องจากความเจ็บหรือความตื่นเต้น อาจทำให้ความดันเพิ่มสูงขึ้นได้
คนไข้ที่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด เช่น ยากลุ่ม warfarin หรืออาหารเสริมบางประเภท เช่น วิตามินอี (vitamin E) สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba leaf extract) เพราะอาจจะทำให้เกิดการเขียวช้ำที่ง่ายและนานกว่าคนอื่น ๆ
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่
ผู้ที่รับการฉีด SCULPTRA ควรหลีกเลี่ยงการร้อยไหม เป็นเวลา อย่างน้อย 5 วัน เนื่องจากหลังจากการฉีด SCULPTRA ไปแล้ว ต้องคอยนวด จึงมีผลต่อตำแหน่งที่ร้อยไหม อาจจะทำให้ไหมหลุดได้

ใครบ้างที่ไม่ควร ฉีดโบท็อก ?

ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้ารับการฉีดโบท็อกได้ ซึ่งบุคคลที่ไม่สามารถฉีดโบท็อกได้ มีดังนี้

ใครบ้างที่ไม่ควร ฉีดโบท็อก ?
ผู้ที่มีอาการแพ้สาร Botulinum (โบทูลินั่ม) เพราะในโบท็อกจะมีสารตัวนี้อยู่ด้วย
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่
ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง
ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกแล้วหยุดยาก หรือมีความเสี่ยงเช่น กลุ่มคนไข้ที่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด หรืออาหารเสริมบางประเภท เช่น วิตามินอี (vitamin E) สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba leaf extract)
ผู้ที่รับการฉีด SCULPTRA ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อก เป็นเวลา อย่างน้อย 5 วัน เนื่องจากหลังจากการฉีด SCULPTRA ไปแล้วต้องคอยนวด จึงมีผลกับการออกฤทธิ์และการทำงานของโบท็อกได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งการร้อยไหมและฉีดโบท็อก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของคนไข้หรือผู้รับบริการ เพราะแต่ละบุคคล มีความต้องการและปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งหมอส้ม หมอเกรซ และทีมแพทย์ Mudan Pavilion ยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย Inbox Facebook หรือ Add Line ด้านล่างได้เลย คุณหมอตอบเองทุกเคส

อยากปรับหน้าเรียว โบท็อกหรือร้อยไหม ?

การฉีดโบท็อก และการร้อยไหม สามารถช่วยในเรื่องการปรับหน้าเรียวได้ทั้งคู่ จะแตกต่างกันตรงระยะเวลาในการคงผลลัพธ์ ขั้นตอนในการทำ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ทั้งนี้ทั้งนั้นควรมีการเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และได้รับการวิเคราะห์ความเหมาะสมของใบหน้ากับการร้อยไหมหรือฉีดโบท็อก เพื่อความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของคนไข้หรือผู้รับบริการ

แบบไหน อยู่ได้นานกว่ากัน

การฉีดโบท็อกสามารถอยู่ได้นาน 4-6  เดือน ส่วนร้อยไหม สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี สาเหตุของอายุที่แตกต่างกัน มาจากขั้นตอนในการทำหัตถการ ผลิตภัณฑ์หรือวัสดุอุปกรณ์ ตัวยา รวมไปถึงขั้นตอนในการดูแลรักษาหลังทำด้วย  แต่ถึงอย่างนั้นทั้งร้อยไหมและโบท็อก ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดทั้งคู่ โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด ทำให้ไม่เสียเวลาพักฟื้น จึงไม่แปลกที่ร้อยไหมและโบท็อก จะเป็นที่นิยม

สามารถอ่านบทความร้อยไหมเพิ่มเติมได้ที่ ข้อความปฏิบัติก่อน-หลัง ร้อยไหม
สามารถอ่านบทความโบท็อกเพิ่มเติมได้ที่ ข้อความปฏิบัติก่อน-หลัง ฉีดโบท็อก

ร้อยไหมกับโบท็อก ทำพร้อมกันได้ไหม ?

ร้อยไหม มีคุณสมบัติที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องผิวหนังที่มีความหย่อนคล้อย ให้มีความกระชับเรียบเนียนยิ่งขึ้น ส่วนการฉีดโบท็อก  มีคุณสมบัติที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการปรับรูปหน้า ให้มีความเรียวขึ้น แคบขึ้น และเล็กลง ดังนั้นการทำร้อยไหม และโบท็อก สามารถทำพร้อมกันได้ และยิ่งช่วยทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เพิ่มยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

สรุป

ร้อยไหม VS ฉีดโบท็อก เป็นการเสริมความงามรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยทั้งคู่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหนังที่มีความหย่อนคล้อย การลดริ้วรอย  และการปรับรูปหน้า แต่ทั้งสองอย่างก็มีความต่างกัน โดยร้อยไหมจะเป็นการสอดไหมเข้าไปใต้ผิวหน้า คงผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี ส่วนการฉีดโบท็อก จะเป็นการฉีดสาร Botulinum เข้าสู่กล้ามเนื้อ คงผลลัพธ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน ซึ่งทั้งสองอย่างสามารถให้ผลลัพธ์ได้ดีทั้งคู่ ดังนั้นการที่คนไข้หรือผู้รับบริการจะเลือกร้อยไหม หรือฉีดโบท็อก ก็ขึ้นกับความเหมาะสมของรูปหน้าแต่ละบุคคล และควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการวิเคราะห์ความเหมาะสมของใบหน้ากับการร้อยไหมหรือฉีดโบท็อก เพื่อความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของคนไข้หรือผู้รับบริการ