หลายคนอยากมีหน้าเด็ก เลยพยายามหาวิธีดูแลผิวจากทั้งโซเชียล รีวิว หรือคำบอกต่อ แต่รู้ไหมว่ามีหลายความเชื่อที่ถูกพูดต่อ ๆ กันมาจนหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ วิธีทำให้หน้าเด็ก บางอย่างทำแล้วไม่เห็นผล บางอย่างอาจยิ่งทำให้ผิวเสื่อมเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ การมีผิวอ่อนเยาว์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้สกินแคร์ราคาแพงหรือทำตามทุกเทรนด์เสมอไป แต่ต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับผิวและมีข้อมูลที่ถูกต้อง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีทำให้หน้าเด็ก ที่หลายคนยังทำอยู่ พร้อมอธิบายว่าอะไรควรทำและอะไรควรเลิก เพื่อให้ดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและเห็นผลมากกว่าเดิม
Main Idea
- ทำไมคนเราถึงอยากหน้าเด็ก เพราะเราไม่อยากดูแก่ เนื่องจากปัจจุบันรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อความมั่นใจ หน้าที่การงาน และสุขภาพ
- 10 เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับวิธีทำให้หน้าเด็ก 1) ยิ่งล้างหน้าบ่อย หน้าจะยิ่งสะอาด และใสเหมือนเด็ก 2) หากไม่ออกนอกบ้าน ไม่โดนแสงแดด ไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด 3) ยิ่งทาสกินแคร์หลายขั้นตอน ทาเยอะ ผิวจะยิ่งเด็ก 4) การโยคะใบหน้า หรือการบริหารกล้ามเนื้อหน้าเป็นประจำ จะช่วยลดเลือนริ้วรอย 5) การนวดหน้า หรือกัวซาอย่างรุนแรง จะช่วยดึงหน้าให้ตึงกระชับ เป็นต้น
- สำหรับบุคคลที่อยากล็อคอายุของผิวให้ดูเด็กกว่าวัยแบบเห็นผลลัพธ์จริง มีทั้งหมด 5 วิธี คือ การทาครีมกันแดด การเติมความชุ่มชื้น การเลือกใช้สกินแคร์กลุ่มชะลอวัย พฤติกรรมการนอน และลดการทานน้ำตาล
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงอยากหน้าเด็ก
ทำไมคนเราถึงอยากหน้าเด็ก เพราะเราไม่อยากดูแก่ไง ปัจจุบันรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อความมั่นใจ เมื่อเวลาเราส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองดูสดใส ดูอ่อนวัย มักจะส่งเสริมให้รู้สึกดีกับตนเอง และเพิ่มความกล้าในการพูดคุย พบปะ หรือการเข้าสังคม นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในหน้าที่การงาน สำหรับบางสายงานภาพลักษณ์ที่ดูสดใส กระฉับกระเฉง และดูเด็ก มักจะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความพร้อมในการทำงาน ทำให้หลายคนพยายามที่จะรักษาความอ่อนเยาว์ เพื่อผลประโยชน์ในอาชีพของตน รวมถึงสัญญาณที่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี การมีใบหน้าที่ดูอวบอิ่ม ผิวพรรณที่เรียบเนียน และดูอ่อนกว่าวัย จะบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี และแข็งแรง
เรื่องเข้าใจผิด เกี่ยวกับวิธีทำให้หน้าเด็ก
“สิ่งที่เราคิดว่าใช่ อาจจะไม่ใช่เสมอไป” แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนส่วนใหญ่ที่เดินเข้าคลินิก เพื่อปรึกษาเรื่องริ้วรอย และความหย่อนคล้อย ที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลผิวหน้าแบบผิดวิธี” ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากความเข้าใจผิด

ยิ่งล้างหน้าบ่อย หน้าจะยิ่งสะอาด และใสเหมือนเด็ก
การล้างหน้ามากกว่า 2 ครั้งต่อวัน หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ชะล้างรุนแรง สารจะเข้าไปทำลายเกราะป้องกันผิว และชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกจนหมด เมื่อผิวหน้าสูญเสียเกราะป้องกัน จะทำให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน เกิดการระคายเคือง และเกิดริ้วรอยเล็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น และบางกรณีผิวหน้าจะมีการผลิตน้ำมันออกมาทดแทนจนทำให้หน้าดูเยิ้ม และเป็นสิวหนักกว่าเดิม ดังนั้นการล้างหน้าบ่อย ๆ จึงทำให้ผิวหน้าดูแก่เร็ว ไม่ใช่หน้าเด็กลง

หากไม่ออกนอกบ้าน ไม่โดนแสงแดด ไม่จำเป็นต้องทาครีมกันแดด
รังสี UV ที่อยู่ในแสงแดดเป็นตัวการที่คอยทำร้ายผิว ทำให้หน้าดูแก่ก่อนวัย โดยแสงแดดมีรังสี 2 ชนิดหลัก คือ UVB เป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้แดด และ UVA จะมีลักษณะเป็นคลื่นยาว สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างบ้าน รถยนต์ และก้อนเมฆเข้ามาได้ ซึ่งรังสี UVA เป็นตัวการทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ร่องลึก และผิวหนังเกิดการหย่อนคล้อย ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่บ้าน หรือวันที่ไม่มีแดด ก็จำเป็นต้องทาครีมกันแดดทุกวัน หากต้องการรักษาความอ่อนเยาว์

ยิ่งทาสกินแคร์หลายขั้นตอน ทาเยอะ ผิวจะยิ่งเด็ก
การทาครีมบำรุง 10 – 12 ขั้นตอนตามกระแส ไม่ได้การันตีว่าผิวจะดูเด็กลง ในทางกลับกันสารเคมี สารกันเสีย หรือส่วนผสมที่ตีกันเอง เช่น การใช้ Retinol ร่วมกับ AHA, BHA ในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหน้าลอก เกิดการอักเสบ และผิวหนังอ่อนแอลง เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบเรื้อรัง จะส่งผลให้คอลลาเจนถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ดังนั้นสิ่งสำคัญควรเลือกใช้สกินแคร์ที่ตรงจุด เหมาะสม และมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ชะลอวัยจริง เช่น Retinol, วิตามินซี, ไฮยาลูโรนิกแอซิด และมอยส์เจอไรเซอร์ ที่แข็งแรงก็เพียงพอแล้ว

การโยคะใบหน้า หรือบริหารกล้ามเนื้อหน้าเป็นประจำ จะช่วยลดเลือนริ้วรอย
การทำท่าขยับใบหน้า การยิ้มยิงฟัน หรือการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นประจำ เพื่อจะทำให้ใบหน้าเกิดความตึง กระชับ อาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ตรงกันข้าม เนื่องจากริ้วรอยบนใบหน้าส่วนใหญ่เกิดจากการแสดงออกทางสีหน้าซ้ำ ๆ เช่น รอยตีนกา รอยย่นหน้าผาก ร่องน้ำหมาก และร่องแก้ม ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อบ่อย ผิวหนังจะเกิดการพับซ้ำ ๆ จนกลายเป็นริ้วรอยถาวรที่ลึก และชัดขึ้น
การนวดหน้า หรือกัวซาอย่างรุนแรง จะช่วยดึงหน้าให้ตึงกระชับ
การนวดหน้าเบา ๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดอาการบวมน้ำได้ชั่วคราว แต่การใช้แรงกดมาก ๆ หรือการขูดกัวซาอย่างรุนแรง เพื่อหวังให้หน้ายกกระชับ เป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากผิวหนังชั้นลึกจะมีเส้นใยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และเอ็นยึดผิว ที่ทำหน้าที่ตรึงผิวไว้ การนวด และดึงรั้งผิวอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เอ็นยึดผิวเหล่านี้ยืด และหลวมออก ส่งผลให้ผิวหน้าเกิดการหย่อนคล้อยในระยะยาว

การกินคอลลาเจนแล้วจะทำให้หน้าเด็กทันที
คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดผง แบบเม็ด หรือแบบน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กจนกลายเป็นกรดอะมิโน (Amino Acids) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่มีขนาดเล็กที่สุด ร่างกายจะนำกรดอะมิโนเหล่านี้ไปใช้ในส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น หรืออวัยวะภายใน แต่ไม่สามารถสั่งการให้คอลลาเจนวิ่งไปที่ผิวหน้าได้โดยตรง ดังนั้นการกินคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียคอลลาเจนเฉพาะจุด เช่น ร่องแก้มลึก ได้ชัดเจนเท่าการทำหัตถการทางการแพทย์

การนอนตะแคง ช่วยให้หน้าเรียว และดูเด็กลง
การนอนคว่ำ หรือนอนตะแคงที่เอาใบหน้าแนบ หรือกดทับกับหมอนเป็นเวลา 6 – 8 ชั่วโมงต่อคืน เป็นสาเหตุของริ้วรอยจากการนอน แรงกดทับ และแรงเสียดสีระหว่างผิวหน้า กับปลอกหมอนจะทำให้ผิวหนังเกิดรอยยับย่น ซึ่งเมื่ออายุเพิ่มขึ้นผิวหนังจะขาดความยืดหยุ่น รอยยับจากการนอนเหล่านี้อาจกลายเป็นริ้วรอยถาวรที่แก้ยาก แพทย์จึงแนะนำให้นอนหงาย เพื่อรักษาโครงสร้างใบหน้าให้อ่อนเยาว์

สกินแคร์ออร์แกนิก หรือส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% ดีที่สุด และไม่ทำให้หน้าแก่
สารสกัดที่มาจากธรรมชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการแพ้ หรือมีประสิทธิภาพในการชะลอวัย ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติบางชนิด เช่น น้ำมันหอมระเหย หรือสารสกัดจากพืชบางประเภท มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัส เมื่อผิวเกิดการอักเสบ หรือแพ้ จะทำให้ผิวเกิดการเสื่อมสภาพ นอกจากนี้สารสกัดธรรมชาติที่ไม่ผ่านเทคโนโลยีการสกัดขั้นสูง มักจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่ จนไม่สามารถซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึก เพื่อไปกระตุ้นคอลลาเจนได้จริง

ถ้ายิ่งรีบฉีดโบท็อกซ์ หรือทำเลเซอร์ตั้งแต่ตอนอายุน้อย หน้าจะยิ่งแก่เร็วตอนโต
หากเริ่มทำหัตถการชะลอวัย เช่น การฉีดโบท็อกซ์ การฉีดฟิลเลอร์ หรือการใช้เครื่องยกกระชับในช่วงอายุที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยไม่ให้กล้ามเนื้อพับผิวจนเกิดริ้วรอยลึก ส่วนเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจนจะช่วยสะสมคอลลาเจนในผิวได้ เมื่อหยุดทำหัตถการหน้าก็แค่กลับไปแก่ตามวัย ไม่ได้แก่เร็วกว่าเดิม
บุคคลที่มีผิวเหี่ยวย่นเท่านั้นที่ต้องใช้ครีมบำรุงกลุ่ม Anti-Aging
กระบวนการสร้างคอลลาเจนของคนเราจะมีการผลิตน้อยลง ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเฉลี่ยลดลงปีละ 1% ดังนั้นการรอให้เกิดริ้วรอยร่องลึกชัดเจน แล้วค่อยใช้ครีมกลุ่ม Anti-Aging เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ และเห็นผลลัพธ์ที่ช้า เนื่องจากโครงสร้างของผิวเกิดความเสียหายไปแล้ว การดูแลที่ถูกต้อง เพื่อการป้องกัน และคงสภาพ ต้องเริ่มจากการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มชะลอวัย และต้านอนุมูลอิสระ ตั้งแต่อายุ 20 ปี
วิธีดูแลไม่ให้หน้าแก่เกินวัย

สำหรับบุคคลที่อยากล็อคอายุของผิวให้ดูเด็กกว่าวัยแบบเห็นผลลัพธ์จริง โดยไม่ต้องการพึ่งทางลัดที่เสี่ยงอาจจะทำให้หน้าพัง นี่คือ 5 สิ่งที่สำคัญ ที่แพทย์ผิวหนัง และผู้เชี่ยวชาญต่างแนะนำ
การทาครีมกันแดด แม้วันที่ไม่ออกจากบ้าน
อย่างที่ทราบรังสี UV ที่อยู่ในแสงแดดเป็นตัวการที่คอยทำร้ายผิว โดยแสงแดดมีรังสี 2 ชนิดหลัก คือ UVB เป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้แดด และ UVA จะมีลักษณะเป็นคลื่นยาว สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างบ้าน รถยนต์ และก้อนเมฆเข้ามาได้ ซึ่งรังสี UVA เป็นตัวการทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ร่องลึก และผิวหนังเกิดการหย่อนคล้อย ดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือแม้วันที่ไม่โดนแดด ต้องทาครีมกันแดดทุกวัน และควรเลือกใช้ครีมกันแดดมีค่า SPF30+ และ PA++++ ขึ้นไป แล้วปริมาณที่เหมาะสม คือ 2 ข้อนิ้วมือ สำหรับทาทั่วใบหน้า และลำคอ
การเติมความชุ่มชื้นให้ถูกกับสภาพผิว
ผิวที่ขาดน้ำ และมีความแห้งกร้าน จะเกิดริ้วรอยร่องลึกได้ง่าย และมีความชัดเจนมากกว่าผิวที่อิ่มน้ำ เปรียบเสมือนผลไม้สด กับผลไม้แห้ง การเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ส่งผลให้ผิวหน้าดูอิ่มฟู เด้ง และเรียบเนียน ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยกักเก็บน้ำ และเสริมชั้นผิว เช่น Ceramides, Hyaluronic Acid, Glycerin หรือ Niacinamide แล้วเพื่อบล็อกความชุ่มชื้นไว้ให้ได้มากที่สุด ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ ขณะที่ผิวกำลังหมาด
การเลือกใช้สกินแคร์กลุ่ม “ชะลอวัย” (Anti-Aging)
การเลือกใช้สกินแคร์กลุ่มชะลอวัย (Anti-Aging) ควรพิจารณาจากส่วนผสมที่มีงานวิจัยรับรอง โดยมี 3 กลุ่มสารสำคัญที่ขาดไม่ได้ เช่น กลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids / Retinol) เป็นหัวใจหลักในการลดเลือนริ้วรอย และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ซึ่งแนะนำให้ทาเฉพาะตอนกลางคืน และเริ่มจากความเข้มข้นต่ำก่อน กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น วิตามินซี, วิตามินอี และ Coenzyme Q10 สำหรับทาในตอนเช้า เพื่อปกป้องผิวที่ถูกมลภาวะ หรือแสงแดดทำลาย และกลุ่มเปปไทด์ (Peptides) จะช่วยส่งสัญญาณกระตุ้นให้ผิวเกิดการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น เพื่อคืนความกระชับ และความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ
พฤติกรรมการนอน
Beauty Sleep คือ หัวใจสำคัญของการชะลอวัย เพราะขณะที่เรานอนหลับสนิท ร่างกายจะเกิดการหลั่ง Growth Hormone ออกมาซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ซึ่งหากนอนน้อยจะทำให้ผิวหน้าดูโทรม และแก่เร็ว โดยวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ควรเข้านอนก่อนเวลา 23.00 น. เพื่อให้ร่างกายได้รับ Growth Hormone อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสอง ควบคู่กับการนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ควรมีการปรับเปลี่ยนท่านอน จากนอนคว่ำ นอนตะแคงมานอนหงาย เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าถูกกดทับกับหมอนเป็นเวลานาน จนกลายเป็นริ้วรอยถาวรในระยะยาว
ลดการทานน้ำตาล ตัวร้ายทำลายคอลลาเจน
การรับประทานน้ำตาลที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อผิวพรรณโดยตรง เนื่องจากน้ำตาลจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จนเกิดกระบวนการที่เรียกว่า Glycation ก่อให้เกิดสาร AGEs ซึ่งทำให้คอลลาเจนแข็งตัว และเปราะบางหักง่าย ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดการหย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยก่อนวัย ดังนั้นควรเลิกดื่มเครื่องดื่ม และของหวาน เช่น ชานมไข่มุก น้ำอัดลม ไอติม หรือขนมหวาน แล้วเน้นการทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และโอเมก้า 3 สูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ปลาแซลมอน และอะโวคาโด เพื่อป้องกัน และฟื้นฟูเซลล์ผิวให้เกิดความแข็งแรง รวมถึงทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์




