ฉีดอะไรให้หน้าเด็ก รู้ก่อน เตือนก่อน ทำความเข้าใจใน 5 นาที ก่อนฉีด

อยากได้ หน้าเด็ก แต่ไม่รู้ว่าต้องฉีดอะไร? หลายคนเดินเข้าคลินิกโดยบอกแค่ว่า “อยากให้หน้าดูเด็กลง” แต่จริง ๆ แล้วการจะได้ผลลัพธ์แบบนั้น มันไม่ได้มีสูตรตายตัวเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละคนมีโครงหน้าและปัญหาที่ต่างกัน บางคนต้องการฟิลเลอร์ บางคนต้องโบท็อกซ์ หรือบางคนก็ต้องใช้หลายอย่างร่วมกัน รู้ก่อนฉีดจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจกว่าด้วย

Main Idea

  • ทำไมคนเราถึงอยากหน้าเด็ก เพราะเราไม่อยากดูแก่ เนื่องจากปัจจุบันรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อความมั่นใจ หน้าที่การงาน และสุขภาพ
  • ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ช่วยทำให้หน้าดูเด็กขึ้นได้จริง โดยฟิลเลอร์จะทำหน้าที่เติมเต็มตำแหน่งที่ทรุดโทรมลงตามวัย แต่ต้องมีการฉีดในปริมาณที่เหมาะสม และถูกชั้นผิว
  • ฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators) ทำให้หน้าเด็กได้จริง โดยหลังจากการฉีดสารเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblasts) ให้กลับมาผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังขึ้นมาใหม่
  • ฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ทำให้หน้าเด็กได้จริง โดยโบท็อกซ์จะยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาท ซึ่งช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อ ทำให้บริเวณที่ทำการฉีดหยุดทำงานชั่วคราว และเกิดการคลายตัว

หน้าเด็ก หน้าแก่ คืออะไร

สำหรับบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า หน้าเด็ก หรือหน้าแก่คืออะไร มีลักษณะแบบไหน ดังนั้นก่อนที่จะฉีดสารอะไรเข้าสู่ใบหน้า เรามาทำความเข้าใจกันก่อน หน้าเด็ก คือ บุคคลมีลักษณะใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงตามวัยช้ากว่าปกติ หรือมีสัดส่วนโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ดูอายุน้อยกว่าอายุจริง โดยหน้าเด็กผิวจะดูอิ่มฟู แก้มป่อง หน้าผากโหนกนูน คางสั้น หรือมน และดวงตามีความกลมโต รวมถึงสัดส่วนโครงสร้างใบหน้าจะคล้ายกับใบหน้าของเด็ก

หน้าแก่ คือ บุคคลที่มีใบหน้าดูมีอายุมากกว่าอายุจริง หรือดูสมวัยแต่ออกไปทางผู้ใหญ่ ซึ่งหากเกิดกรณีหน้าแก่ก่อนวัยมักจะมีสาเหตุจากการสูญเสียคอลลาเจน และความยืดหยุ่นของผิวหนัง โดยหน้าแก่ผิวหนังจะเกิดริ้วรอยร่องลึก ตรงบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำตา และริ้วรอยรอบดวงตา ผิวหนังเริ่มหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง ชั้นไขมันบนใบหน้าเกิดการฝ่อตัวลง หรือเกิดการเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง ส่งผลให้แก้มดูตอบ หรือเบ้าตาลึก

ทำไมคนเราถึงอยากหน้าเด็ก

ทำไมคนเราถึงอยากหน้าเด็ก เพราะเราไม่อยากดูแก่ไง ปัจจุบันรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อความมั่นใจ เมื่อเวลาเราส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองดูสดใส ดูอ่อนวัย มักจะส่งเสริมให้รู้สึกดีกับตนเอง และเพิ่มความกล้าในการพูดคุย พบปะ หรือการเข้าสังคม นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสในหน้าที่การงาน สำหรับบางสายงานภาพลักษณ์ที่ดูสดใส กระฉับกระเฉง และดูเด็ก มักจะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีพลัง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความพร้อมในการทำงาน ทำให้หลายคนพยายามที่จะรักษาความอ่อนเยาว์ เพื่อผลประโยชน์ในอาชีพของตน รวมถึงสัญญาณที่บ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี การมีใบหน้าที่ดูอวบอิ่ม ผิวพรรณที่เรียบเนียน และดูอ่อนกว่าวัย จะบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี และแข็งแรง

อะไรบ้างที่ทำให้หน้าดูแก่ หรือไม่เด็ก

หน้าดูแก่ หรือไม่เด็ก กำลังฟ้องว่าผิวขาดการบำรุงขั้นรุนแรง และผิวหนังเกิดการเสื่อมสภาพ โดยผิวหน้าจะมีความแห้งกร้าน ขาดน้ำ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกตึง สาก หยาบกร้าน และไม่เรียบเนียน บริเวณใต้ตาเกิดรอยคล้ำ ทั่วทั้งใบหน้าเกิดริ้วรอย รูขุมขนกว้าง มีฝ้า กระ จุดด่างดำ ริมฝีปากไม่อวบอิ่ม ขาดความเต่งตึง  ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หน้าดูแก่ มีดังนี้

  • กรรมพันธุ์ เป็นตัวกำหนดโครงสร้างของกระดูก และโครงสร้างผิว ดังนั้นหากคนในครอบครัวมีผิวเสื่อมสภาพ หรือผิวแก่เร็วกว่าปกติ ลูกอาจมีโอกาสหน้าแก่เร็วเหมือนกัน
  • ฮอร์โมน เมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนน้อยลง โดยเฉพาะ Growth Hormones ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล ส่งผลต่อการฟื้นฟูผิว และเซลล์โดยรวม ทำให้ผิวหน้าแก่ก่อนวัยแม้จะอายุยังน้อย
  • การเปลี่ยนแปลงของไขมันบนใบหน้า ตามปกติบนใบหน้าของคนเราจะมีก้อนไขมันธรรมชาติ คอยพยุงให้ใบหน้าดูอิ่มฟู เมื่อเวลาผ่านไปก้อนไขมันตรงบริเวณแก้มส้ม จะเกิดการฝ่อตัวลง และเกิดการเคลื่อนตำแหน่งย้อยตกลงมา แรงกดจากก้อนไขมันที่หย่อนลงมาจะทำให้ร่องแก้มดูเป็นร่องลึก และดูหนาขึ้น
  • การยุบตัวของกระดูกบนใบหน้า เมื่ออายุเพิ่มขึ้นกระดูกเบ้าตา และกระดูกขากรรไกรบนจะเกิดการยุบตัว หรือมีความบางลงตามธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อฐานกระดูกที่เคยรองรับเนื้อเยื่อ และผิวหนังทรุดตัวลง ผิวหนังด้านบนจึงเกิดการยุบตาม ส่งผลให้เกิดเป็นร่องลึกโบ๋ตรงบริเวณข้างปีกจมูก
  • การอักเสบภายในร่างกาย การอักเสบเป็นกลไกปกป้องตัวเองตามธรรมชาติของร่างกาย แต่หากปล่อยให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง ก็จะส่งผลเสียต่อผิวพรรณในระยะยาว สามารถทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายโครงสร้างผิว ส่งผลให้ผิวหนังเกิดการหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยบนใบหน้า และผิวสูญเสียความยืดหยุ่นเร็วกว่าปกติ
  • แสงแดด เป็นตัวการสำคัญที่คอยทำร้ายผิว เนื่องจากในแสงแดดมีรังสี UV ที่จะคอยทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้ รวมถึงแสงสีฟ้า ที่เกิดจากการนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ส่งผลให้ผิวเกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดูแก่ก่อนวัย และมีโอกาสเกิดฝ้า กระ
  • ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อคนเราเกิดความเครียด หรือมีการพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดการหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดออกมามากขึ้น โดยฮอร์โมนตัวนี้จะมีฤทธิ์ทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวโดยตรง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น และดูโทรมลง รวมถึงทำให้ร่องแก้มดูชัดขึ้น
  • การแสดงออกทางสีหน้าเป็นประจำ เช่นการยิ้ม การหัวเราะ หรือการขมวดคิ้ว เป็นการใช้งานกล้ามเนื้อดึงรั้งบริเวณมุมปาก และแก้มอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนกระดาษที่ถูกพับซ้ำ ๆ เมื่อเวลาผ่านไปรอยพับชั่วคราวจะกลายเป็นริ้วรอยถาวรฝังลึกบนผิวหนัง
  • มลภาวะทางอากาศ เช่น สารพิษ ฝุ่นละออง และก๊าซพิษ ทำให้ผิวหน้าสูญเสียความยืดหยุ่น ไม่กระจ่างใส ใบหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำ และดูแก่ก่อนวัย เนื่องจากอนุภาคของฝุ่นละอองสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิว
  • การดูแลผิวไม่เพียงพอ การไม่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือครีมกันแดด อาจจะทำให้เกิดรอยย่นบริเวณร่องแก้มได้เร็วกว่าปกติ
  • การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนของออกซิเจนในผิว ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้ผิวขาดน้ำ
  • การดื่มน้ำไม่เพียงพอ น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญกับร่างกาย เมื่อเรามีการดื่มน้ำน้อยเซลล์ผิวจะไม่อิ่มน้ำ ทำให้ผิวหนังดูฟีบ และเหี่ยว
  • การแต่งหน้า หากล้างเครื่องสำอางไม่หมด จะทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน และทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ
  • การรับประทานอาหารประเภทของหวานเป็นประจำ หรือทานแป้งเกินไป ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดภาวะไกลเคชั่น (Glycation) จนเกิดสาร AGEs (Advanced Glycation End-Products) เข้าสู่เซลล์ผิวจนเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ทำให้หน้าเด็ก จริงไหม

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ช่วยทำให้หน้าดูเด็กขึ้นได้จริง โดยฟิลเลอร์จะทำหน้าที่เติมเต็มตำแหน่งที่ทรุดโทรมลงตามวัย แต่ต้องมีการฉีดในปริมาณที่เหมาะสม และถูกชั้นผิว เนื่องจากหน้าเด็กอย่างเป็นธรรมชาตินั้นเกิดจากการเติมฟิลเลอร์เนื้อแข็งลงในชั้นลึกติดกระดูก เพื่อยกพยุงโครงสร้างผิวที่เกิดการหย่อนคล้อยให้ตึง และกระชับขึ้น รวมถึงการเติมจุดที่เกิดการฝ่อตัว เช่นบริเวณใต้ตา หรือขมับ เพื่อปรับผิวให้มีความอิ่มฟูขึ้น ใบหน้าดูมีมิติ และดูเต็มอิ่ม ซึ่งแตกต่างจากการเติมปริมาณฟิลเลอร์มากเกินไปจนหน้ากลมตึง ไร้มิติ ทำให้เกิดภาวะหน้าล้นผิดธรรมชาติ จนหน้าดูแข็ง และอาจทำให้ดูแก่กว่าเดิม ดังนั้นฟิลเลอร์ที่ฉีดแบบพอดีจะต้องยืดหยุ่น และเคลื่อนไหวไปตามกล้ามเนื้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และดูละมุนขึ้นทั้งตอนหน้านิ่ง หรือหน้ายิ้ม

ฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators) ทำให้หน้าเด็ก จริงไหม

ฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators) ทำให้หน้าเด็กได้จริง โดยกลไกการทำงานจะแตกต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่ไม่ได้เข้าไปเติมเต็มร่องลึกทันที แต่จะเป็นการเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblasts) ให้กลับมาผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวแน่นขึ้น มีความยืดหยุ่น และลดเลือนริ้วรอยอย่างเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันสารกระตุ้นคอลลาเจนที่นิยมมี 3 กลุ่ม คือ PLLA จะเน้นเรื่องยกกระชับโครงสร้างผิวชั้นลึก เหมาะกับการแก้ปัญหาแก้มตอบ PDLLA + HA จะช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ รูขุมขนกระชับ และลดริ้วรอยตื้น ๆ และ CaHA จะเน้นการปรับรูปหน้าทันที แต่สิ่งที่ควรรู้ สารกระตุ้นคอลลาเจนอาจจะไม่เห็นผลลัพธ์ทันที แต่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1-3 เดือน

ฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ทำให้หน้าเด็ก จริงไหม

ฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ทำให้หน้าเด็กได้จริง โดยโบท็อกซ์จะยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาท ซึ่งช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อ ทำให้บริเวณที่ทำการฉีดหยุดทำงานชั่วคราว และเกิดการคลายตัว ส่งผลให้ผิวหนังเรียบเนียนขึ้น ไม่เกิดรอยพับซ้ำ ๆ นอกจากนี้ยังช่วยลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ เช่น รอยตีนกา รอยย่นหน้าผาก และรอยขมวดคิ้ว ทั้งนี้ยังช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อกรามให้ใบหน้าเรียวขึ้น ดูละมุน ยกกระชับกรอบหน้าให้ดูเต่งตึงขึ้น แต่โบท็อกซ์อาจมีข้อจำกัด คือ ไม่สามารถแก้ไขริ้วรอยถาวรที่เป็นร่องลึกตอนหน้านิ่งได้ และผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 4 – 6 เดือน ถ้าหากมีการใช้ปริมาณยามากเกินไป หรือทำการฉีดผิดตำแหน่งอาจจะทำให้เกิดอาการหน้าตึงแข็ง