เหนียงใต้คาง ปัญหาที่หลายคนรู้สึกว่าออกกำลังกายยังไงก็ไม่หาย อดข้าวก็ไม่ไป เพราะความจริงคือไขมันบริเวณนี้มันดื้อมากเป็นพิเศษ ทำให้ทุกวันนี้คนหันมาสนใจ “ฉีดลดเหนียง” กันเยอะขึ้นมากเลยทีเดียว แต่ก็มีคำถามตามมาว่า แล้วต้องฉีดอะไร? มีกี่แบบ? แบบไหนได้ผลจริง? บทความนี้เลยรวบรวมมาให้ครบ ทั้ง 5 ตัวเลือกยอดนิยมที่คลินิกส่วนใหญ่ในไทยใช้กัน เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นก่อนนัดหมอ
Main Idea
- เหนียง คือ ผิวหนังที่เกิดการหย่อนคล้อยมากกว่าปกติ และการสะสมไขมันตรงบริเวณใต้คาง และช่วงบนของลำคอ ส่งผลให้เวลาก้มหน้า หรือแม้จะเวลาปกติจะมองเห็นเป็นชั้นเนื้อ หรือชั้นไขมันพับส่วนเกินขึ้นมา
- เหนียง มีลักษณะเป็นชั้น หรือถุงเนื้อตรงบริเวณใต้คาง และรอบลำคอ นอกจากนี้เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นเส้นขอบกรามไม่ชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องความงาม เช่น การสูญเสียความมั่นใจ การเข้าสังคม สุขภาพ ความเครียดในการเข้าสังคม และถ่ายภาพ
- 5 ตัวเลือก ฉีดลดเหนียง เช่น เมโสแฟต (Meso fat) CoolSculpting Mini โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์คาง (Filler) HIFU / Ultraformer / Ulthera
เหนียง คือบริเวณไหน

เหนียง (Double Chin) หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า Submental Fat ผิวหนังที่เกิดการหย่อนคล้อยมากกว่าปกติ และการสะสมไขมันตรงบริเวณใต้คาง และช่วงบนของลำคอ ทำให้เวลาก้มหน้า หรือแม้แต่เวลาปกติ จะมองเห็นเป็นชั้นเนื้อ หรือชั้นไขมันพับส่วนเกินขึ้นมา ส่งผลให้ดูเหมือนมีคางสองชั้น ซึ่งเหนียงสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
- อายุ และผิวหนังหย่อนคล้อย เมื่อคนเราอายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะมีการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินใต้ผิวหนังลดลง ทำให้ผิวหนัง และกล้ามเนื้อเกิดการอ่อนแรง ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณคาง และลำคอเกิดการหย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง จนดูเหมือนมีคางสองชั้น หรือผิวหนังตรงคอ และใต้คางหย่อนคล้อยเหมือนกับคอของไก่งวง
- การสะสมของไขมันส่วนเกิน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป หรือพฤติกรรมที่ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ไขมันส่วนเกินไปสะสมตรงบริเวณใต้คาง จนเห็นเป็นก้อนอย่างชัดเจน
- โครงสร้างของใบหน้า และพันธุกรรม สำหรับบางคนอาจจะมีคางสั้น คางถอย หรือมีแนวกระดูกขากรรไกรไม่คมชัด ทำให้เห็นเหนียงเด่นชัดกว่าปกติ เนื่องจากแนวคาง และลำคอมีความต่อเนื่องกัน ดังนั้นเมื่อก้มหน้า หรือถ่ายรูปด้านข้าง จึงมองเห็นเป็นคางสองชั้นได้ง่าย แม้น้ำหนักตัวจะไม่มาก
- การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนอนดึก การรับประทานอาหารตอนดึก ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือความเครียดสะสม จะส่งผลทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญที่น้อยลง ทำให้เกิดการสะสมของไขมัน หรือมีอาการบวมตรงบริเวณใบหน้า ลำคอมากขึ้น
- พฤติกรรม และการจัดท่าทางของร่างกาย เช่น การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือนั่งห่อไหล่เวลาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ และใต้คางอ่อนแอลง รวมถึงการก้มหน้าบ่อย ๆ ยังเป็นการกดทับให้ผิวหนังใต้คางพับซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นรอยหย่อนคล้อยถาวรได้ง่ายขึ้น
การมีเหนียงส่งผลกระทบอะไร
เหนียง (Double Chin) จะมีลักษณะเป็นชั้น หรือถุงเนื้อตรงบริเวณใต้คาง และรอบลำคอ นอกจากนี้เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นเส้นขอบกรามไม่ชัดเจน เนื่องจากมีถุงไขมัน หรือผิวที่หย่อนคล้อยมาบดบัง ทำให้รอยต่อระหว่างคาง กับคอดูเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียว แล้วเมื่อก้มหน้า ยิ้ม หรือหันข้าง จะเห็นเนื้อส่วนนี้กองรวมกันจนเห็นเป็นชั้นหนาขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องความงาม เช่น
- การสูญเสียความมั่นใจ เหนียงมักจะทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัดเจน ใบหน้าดูอวบอิ่ม หรือดูมีอายุเกินจริง ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจเวลาส่องกระจก หรือต้องแต่งตัวเพื่อพรางบริเวณคออยู่ตลอดเวลา
- ความเครียดในการเข้าสังคม และถ่ายภาพ เวลาถ่ายรูปมุมข้าง หรือมุมเสยจะรู้สึกกังวล เพราะจะเห็นเหนียงชัดเจน สำหรับบางคนถึงขั้นหลีกเลี่ยงการถ่ายวิดีโอ หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เนื่องจากกังวลเรื่องรูปลักษณ์ของตนเอง
- ด้านสุขภาพ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอ้วนลงพุง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ (OSA) ที่ทำให้เกิดอาการนอนกรน สะดุ้งตื่น ร่างกายขาดออกซิเจน แล้วนำไปสู่ความอ่อนเพลียเรื้อรังตอนกลางวัน และอาจก่อให้เกิดผื่นคันอับชื้นตามรอยพับของผิวหนัง อาการปวดคอบ่าไหล่เรื้อรังจากการจัดสรีระร่างกายที่ไม่ถูกต้อง
5 ตัวเลือก ฉีดลดเหนียง
สำหรับบุคคลที่กำลังมองหาวิธีจัดการกับเหนียงให้หายไป โดยปัจจุบันการฉีดไม่ใช่วิธีการเดียวที่ช่วยให้รูปหน้าดูเรียว กรอบหน้าดูคมชัด เพราะปัญหาเหนียงของแต่ละบุคคลอาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งบางคนอาจเกิดจากไขมันสะสม บางคนอาจเกิดจากผิวหนังที่เกิดความหย่อนคล้อย หรือบางคนอาจเกิดจากโครงสร้างของรูปหน้า ดังนั้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการยกกระชับด้วยเครื่อง หรือการทำหัตถการฉีด จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของกันและกัน เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน และการคงอยู่ของผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น

เมโสแฟต (Meso Fat)
เมโสแฟตลดเหนียง (Meso fat) คือเทคนิคการลดไขมันและลดเซลลูไลท์เฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะทำการฉีดสารที่ช่วยสลายไขมันลงในชั้นผิวหนังบริเวณไขมัน โดยหลังจากฉีดตัวยา ไขมันจะเกิดการแตกตัวหรือสลายตัว และจะถูกขับออกทางการขับถ่าย ทำให้ไขมันบริเวณที่ฉีดมีขนาดลดลง ส่งผลให้บริเวณที่ฉีดกระชับยิ่งขึ้น
โดยตัวยาที่มีคุณสมบัติช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน และลดการเกิดเซลล์ไขมันขึ้นมาใหม่ มีดังนี้
- แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) มีคุณสมบัติช่วยในการเปลี่ยนเซลล์ไขมันให้กลายเป็นพลังงาน รวมถึงช่วยสลายไขมันส่วนเกินบริเวณใต้ผิวหนัง
- ไทโรซีน (Tyrosine) มีคุณสมบัติช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- เมโสสตาบิล (Mesostabyl) มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ lipase และลดการสร้างไขมัน รวมถึงหยุดการสร้างคอเลสเตอรอลในเนื้อเยื่อ
- สารสกัดอาร์ติโชค (Artichoke extract) มีคุณสมบัติช่วยลดการสร้างกรดไขมัน และลดระดับไขมันแบบเฉพาะจุด
ดังนั้นเมโสแฟตจะช่วยลดไขมันส่วนเกินที่สะสมตามจุดต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หรือเหนียง นอกจากนี้ยังช่วยลดเซลลูไลท์ ลดรอยบุ๋มที่เกิดจากไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเรียบเนียนยิ่งขึ้น และช่วยให้บริเวณที่ฉีดกระชับขึ้น ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียว แก้ปัญหาแก้มห้อย รวมถึงช่วยลดไขมันบริเวณใต้ตา และเสริมสร้างความมั่นใจในรูปลักษณ์
CoolSculpting Mini
CoolSculpting Mini เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับการสลายไขมันตรงบริเวณใต้คาง หรือลดเหนียง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องทำการผ่าตัด แต่เป็นการใช้หัวเครื่องมือที่มีขนาดเล็กที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้โค้งรับกับบริเวณใต้คางโดยเฉพาะ
หลักการทำงานของ CoolSculpting Mini จะถูกเรียกว่า Cryolipolysis (การแช่แข็งไขมัน) โดยตัวเครื่องจะปล่อยความเย็นระดับติดลบ ประมาณ -11 ถึง -13 องศาเซลเซียส ส่งผ่านผิวหนังลงลึกไปแช่แข็งเซลล์ไขมันตรงใต้คางเป็นเวลาประมาณ 45 นาทีต่อจุด เซลล์ไขมันที่โดนความเย็นจัดจะเกิดการช็อก และตายไปอย่างถาวร ซึ่งผิวหนัง เส้นเลือด และเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้างจะไม่ได้รับความเสียหาย แล้วร่างกายจะค่อย ๆ ขับเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกไปตามธรรมชาติ ผ่านระบบน้ำเหลือง และทางขับถ่าย
CoolSculpting Mini จะสามารถทำลายเซลล์ไขมันตรงบริเวณที่ทำได้ประมาณ 20% – 25% ผลลัพธ์จะไม่เห็นผลในทันทีเหมือนกับการดูดไขมัน แต่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเหนียงยุบลงภายในสัปดาห์ที่ 3 – 4 และจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนประมาณ 1 – 3 เดือนหลังจากการทำ วิธีการนี้จึงเหมาะกับบุคคลที่มีไขมันเหนียงหนาๆ จับได้เป็นก้อนชัดเจน
โบท็อกซ์ (Botox Nefertiti Lift)
โบท็อกซ์ลดเหนียง เป็นเทคนิคที่ถูกออกแบบมาเพื่อการยกกระชับกรอบหน้าส่วนล่าง คาง และลำคอโดยเฉพาะ โบท็อกซ์จะเป็นการฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botox) เข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อ Platysma ใต้คาง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งผิวตรงบริเวณกรอบหน้า กราม และเหนียงให้เกิดการหย่อนคล้อยลงมาด้านล่าง ตามปกติแพทย์จะทำการกำหนดจุดการฉีด 3 – 5 จุด บริเวณใต้คาง โดยสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน จะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงชั่วคราว เมื่อฝั่งดึงลงหยุดทำงาน กล้ามเนื้อฝั่งที่ดึงขึ้นจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณใต้คางไม่ถูกดึงรั้งลงมา เหนียงจึงดูลดลง กรอบหน้าชัดขึ้น วิธีการนี้เหมาะกับบุคคลที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
โบท็อกซ์ (Botox Nefertiti Lift) จะเริ่มเห็นความตึง และกรอบหน้าชัดขึ้นภายใน 5 – 7 วัน แล้วจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนภายใน 14 วัน ซึ่งผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 3 – 6 เดือน
HIFU / Ultraformer / Ulthera
HIFU / Ultraformer / Ulthera ไม่ใช้หัตถการแบบการฉีด แต่เป็นเทคโนโลยีเพื่อการยกกระชับผิวจากข้างในโดยไม่ต้องใช้เข็ม โดยทั้ง 3 หัตถการ เป็นการใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเข้มข้นสูง ยิงลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ตึงกล้ามเนื้อใบหน้า และลำคอ หลังจากการยิงคลื่นเสียงจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ความร้อนที่ถูกส่งลงไปในระดับชั้นไขมัน จะช่วยทำให้เซลล์ไขมันบางส่วนเกิดการฝ่อตัว และตายไป ทำให้ปริมาณไขมันใต้คางลดลง นอกจากนี้ความร้อนยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวหนังใต้คางกลับมาแน่น กระชับ และเรียบเนียนขึ้น
HIFU / Ultraformer / Ulthera จะเห็นผลลัพธ์ประมาณ 20-30% ทันทีหลังการทำ แล้วจะเห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนภายใน 2 – 3 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่คอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนได้สมบูรณ์ที่สุด
ฟิลเลอร์คาง (Filler)
ฟิลเลอร์คาง (Filler) เป็นหัตถการที่มีความคล้ายกับการฉรีดฟิลเลอร์หน้าเรียว แต่จะเน้นไปยังบริเวณคาง โดยแพทย์จะทำการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) เข้าตรงบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณคาง ซึ่งฟิลเลอร์จะทำหน้าที่ดันเนื้อเยื่อ และผิวหนังด้านบนขึ้นมาทันที นอกจากนี้ HA ยังสามารถดักจับ และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นสำหรับบริเวณคาง แพทย์จะเลือกใช้ฟิลเลอร์ประเภทเนื้อแข็ง เพื่อให้คงรูปได้ดี ทนต่อแรงกดของกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก และไม่เกิดการไหลย้อย
ฟิลเลอร์คาง (Filler) จะทำให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้น และช่วยลดการมองเห็นเหนียงใต้คาง ช่วยแก้ปัญหาคางสั้น คางถอย คางบุ๋ม หรือคางเบี้ยว รวมถึงปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูมีมิติและสมส่วนมากยิ่งขึ้น (V-Shape) โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรม ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 12 – 24 เดือน
สรุป
สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องเหนียง และกรอบหน้าไม่ชัด บ่อยครั้งมักมีสาเหตุมาจากไขมันส่วนเกิน และความหย่อนคล้อยร่วมด้วย แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จึงมักแนะนำให้ทำหัตถการร่วมกัน อย่าง Meso Fat ควบคู่กับ HIFU หรือ Botox ลิฟต์กรอบหน้า เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ โดย Meso Fat จะทำหน้าที่ฉีดตัวยาสลายเซลล์ไขมันสะสมบริเวณใต้คางให้ยุบตัว และขับออกตามธรรมชาติ จากนั้น HIFU จะใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงส่งความร้อนลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อยกกระชับผิวที่เกิดการหย่อนคล้อยให้ตึงกระชับเข้ากับโครงหน้า หรือจะเลือกทำร่วมกับ Botox ลิฟต์กรอบหน้า ที่ทำหน้าที่คลายกล้ามเนื้อ Platysma ที่ดึงผิวหนังลงมา ทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนดึงยกกรอบหน้าขึ้นได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ไขมันลดลง ผิวหนังเกิดความกระชับ เรียบเนียน และกรอบหน้ามีความคมชัดขึ้น





